....

One Piece วันพีช ร็อค สก็อต Rock-Scotch ★ イエティ

ฉายา นักฆ่าภูเขาหิมะ(Killers of the Snowy Mountain)  
ค่าหัววันพีช
- 75,000,000 เบรี 
- 80,000,000 เบรี
ปราการ สถานนีทดลองพั๊งค์ ฮาซาร์ด(Punk hazard) 
อายุ 25 ปี  
ส่วนสูง 370 cm.   
ตำแหน่ง  นักฆ่ารับจ้าง(Mercenaries)  
ผลปีศาจ --- 
อาวุธ ปืนยาวจุดฉนวน(The Matchlock Flring)+ระเบิดแก๊ซสลบ(Boom Drowsiness) 
สมาชิกกลุ่ม   ซีซาร์ คลาวด์(Caesar Clown) ,สไมล์ลี่(Slime) ,หนวดน้ำตาล(Brownbeard)
เผ่าพันธ์ มนุษย์หิมะ(Yeti)

                   พี่น้องเยติสก็อต-ร็อค(Yeti Cool Brothers) จัดเป็นมนุษย์ประหลาดที่พบเห็นยากเพราะมีร่างกายที่ใหญ่โตกว่ามนุษย์ปกติมากมายนัก มีแขน ขายาวปกคลุมด้วยขนสีขาวยกเว้นที่มือโดยรวมรูปลักษณ์ของเค้าถูกแสดงออกในแบบ เยติมนุษย์หิมะหรือไอ้ตีนโตนั่นเอง นิสัยของพวกเค้าดูเลือดเย็น พร้อมที่จะสังหารทุกคนได้ตามคำสั่งที่ได้รับมา ความมุ่งมั่นที่จะทำงานให้สำเร็จในงานที่ได้รับการว่าจ้างมาทำให้พวกเค้ามีชื่อเสียงในสายงานนักฆ่ารับจ้างอย่างมาก จากการที่ไม่เคยมีใครเห็นหน้าพวกเค้ามาก่อนทำให้แชื่อได้ว่าเหยื่อที่เค้าหมายตาแทบทุกคนตายหมดไม่มีใครรอดมาบอกเล่าถึงหน้าตาของพวกเค้าได้ .......................
  【】  เปิดตำนานเยติมนุษย์หิมะ จอมโหดผู้สร้างเรื่องเล่าขานไม่รู้จบในชื่อ - ไอ้ตีนโต (Bigfoot-Sasquatch) 【】


Yeti Cool Brothers
         สก็อตและร็อคนักฆ่ารับจ้างแห่งภูเขาน้ำแข็งที่ได้รับการว่าจ้างจาก ซีซ่าร์ โคลวด์ให้คอยเฝ้าปากทางเข้าห้องทดลองซึ่งเป็นบริเวณทางเข้าหุบเขาที่สูงชัน  โดยพวกเค้าจะคอยซุ่มโจมตีศัตรูที่พยายามที่เดินเข้าไปในหุบเขา ช่วงหนึ่งของการเฝ้ายอมที่แสนน่าเบื่อพวกเค้าได้รับการติดต่อจากซีซ่าร์ โคลวด์ ว่าจะมีแขกไม่ได้รับเชิญพยายามที่จะเดินผ่านหุบเขา คำสั่งคือกำจัดให้หมด ไม่นานนัก นามิ บลู๊คและโซโล ก็เดินทางมาถึง โซโลและบลู๊กที่ไม่ทันตั้งตัวถูกเหยียบจมไปในหิมะส่วนนามิ ถูกจับแต่ก็เป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆก่อนที่ ลูฟี่และแฟรงกี้จะมาช่วยจนเกิดการต่อสู้กันขึ้น ในช่วงแรกร็อควางกับดักหิมะถล่มใส่ลูฟี่เพื่อหวังให้หิมะทับพวกลูฟี่จนตายแต่ทุกอย่างก็ไม่ง่ายเมื่อลูฟี่ต่อยก้อนหิมะกะเด็นไปจนหมด และหันมาโจมตีใส่ร็อกจนกะเด็นไปเมื่อสก็อตเห็นท่าไม่ดีจึงคิดจะถอยไปตั้งหลักก่อนระหว่างทางเค้าพบ ลอว์ที่คิดว่าเป็นพวกเดียวกันแต่...ลอว์กลับโจมตีเข้าใส่สก็อตจนตัวขาดเป็นสองท่อนหลังจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ ทั้งสองพี่น้องหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอบเหลือไว้แต่เพียงตำนานมนุษย์หิมะบิ๊กฟุ๊ตที่มักจะปรากฏตัวให้ผู้คนได้พบเห็นเป็นครั้งคราวพร้อมกับพายุหิมะที่โหมกระหน่ำ
.........................


  【】 นอกเรื่องวันพีชความรู้รอบตัว 【】 
             เปิดตำนานเยติจอมโหดผู้สร้างเรื่องเล่าขานไม่รู้จบมนุษย์หิมะไอ้ตีนโต

         เยติ  มนุษย์หิมะ บิ๊กฟุต หรือ ซาสควาทช์ (Bigfoot, Sasquatch) หรือชื่อที่แปลตรงตัวว่า "ไอ้ตีนโต" เป็นชื่อที่ใช้เรียกสัตว์ประหลาดชนิดหนึ่ง ในความเชื่อของชาวเชอร์ปา ชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่แถบเทือกเขาหิมาลัย ในประเทศเนปาลและธิเบต โดยเชื่อว่าเยติ เป็นสัตว์ขนาดใหญ่ที่คล้ายมนุษย์ผสมกับลิงไม่มีหางคล้าย กอริลลา มีขนยาวสีน้ำตาลแดงหรือน้ำตาลดำปกคลุมทั้งลำตัว โดยปรกติแล้ว เยติเป็นสัตว์ที่มีนิสัยสงบเสงี่ยม แต่อาจดุร้ายโจมตีใส่มนุษย์และสัตว์เลี้ยงได้ในบางครั้ง


             เยติ ปรากฏอยู่ในวัฒนธรรมของชาวเชอร์ปามาอย่างช้านาน โดยถูกกล่าวถึงในนิทานและเพลงพื้นบ้าน และเรื่องเล่าขานต่อกันมาถึงผู้ที่เคยพบมัน นอกจากนี้แล้วยังปรากฏในศิลปะของพุทธศาสนานิกายมหายานแบบธิเบต โดยปรากฏเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังในวัดลามะอายุกว่า 300 ปี และปัจจุบันนี้ ก็มีสิ่งที่เชื่อว่าเป็นหนังศีรษะของเยติถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีในวัดลามะแห่งหนึ่งในคุมจุง ซึ่งนับว่าเยติเป็นสัตว์ที่ถูกกล่าวอ้างถึงยาวนานกว่าสัตว์ประหลาดที่มีลักษณะคล้ายกันชนิดอื่นที่พบในอีกซีกโลก เช่น บิ๊กฟุต หรือ ซาสควอทช์          
              นอกจากคำว่าเยติแล้ว ยังมีชื่อเรียกอื่น ๆ ที่เรียกเยติ เช่น เธลม่า (Thelma), แปลว่า "ชายตัวเล็ก" เชื่อว่ามีนิสัยรักสงบ ชอบสะสมกิ่งไม้และชอบร้องเพลงขณะที่เดินไป, ดซูท์เทห์ (Dzuteh) เป็นเยติขนาดใหญ่ มีขนหยาบกร้านรุงรัง มีนิสัยดุร้ายชอบโจมตีใส่มนุษย์, มิห์เทห์ (Mith-teh) มีนิสัยคล้ายดซูท์เทห์ คือ ดุร้าย มีขนสีน้ำตาลแดงหรือน้ำตาลดำ, เมียกา (Mirka) แปลว่า "คนป่า" เชื่อว่าหากมันพบเห็นสิ่งใดไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ มันจะทำร้ายจนถึงแก่ความตาย, คัง แอดมี (Kang Admi) แปลว่า "มนุษย์หิมะ" และ โจบราน (JoBran) แปลว่า "ตัวกินคน" เป็นต้น

                   ซึ่งเรื่องราวของเยติที่โจมตีใส่มนุษย์นั้น ได้ถูกทำเป็นรายงานส่งไปยังเมืองกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของเนปาล ซึ่งปากคำของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อถูกบันทึกโดยอาสาสมัครชาวอเมริกันที่ทำงานในเนปาล โดยผู้ถูกทำร้ายเป็น เด็กหญิงชาวเชอร์ปาคนหนึ่ง โดยเธอบอกว่าขณะกำลังนำจามรีไปดื่มน้ำที่ลำธาร เยติตัวหนึ่งก็โผล่มาทำร้ายเธอ แต่เธอกรีดร้องลั่น จนมันปล่อยเธอ และหันไปทำร้ายจามรีของเธอจนมันถึงแก่ความตายด้วยการบิดเขาและหักคอ
          เรื่องราวเยติเป็นที่สนใจของชาวตะวันตก เมื่อชาวตะวันตกได้เข้ามาบุกเบิกและยึดครองดินแดนแถบนี้ ได้มีการตามล่าและค้นคว้าเกี่ยวกับเยติ ซึ่งก็ได้พบกับหลักฐานการมีอยู่ของเยติมากมาย ทั้ง รอยเท้า, ขนและมูล และแม้กระทั่งประจักษ์พยานที่เคยได้พบเห็น ซึ่งโดยมากเป็นนักปีนเขา ซึ่งหลักฐานส่วนใหญ่ได้ถูกบันทึกไว้เป็นรูปถ่าย โดยรูปถ่ายของรอยเท้าเยติรูปแรกเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1921 โดยถ่ายไว้ได้ในระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล 5,029 เมตร
               มีผู้ตั้งข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับเยติไว้มากมาย เช่น เชื่อว่ามันอาจเป็นสัตว์ชนิดอื่นที่อาศัยอยู่แถบเทือกเขานี้ เช่น หมีสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นหมีชนิดหนึ่งที่หาได้ยากมาก, เสือดาวหิมะ, อีกาปากแดง ที่มักจะทิ้งรอยเท้าไว้บนพื้นหิมะด้วยการกระโดด หรือแม้แต่เป็นชะนีขนาดใหญ่ แต่มีนักสัตววิทยาที่ศึกษาเกี่ยวกับรอยเท้าของเยติ กล่าวว่า รอยเท้าของเยติบ่งว่า เยติมีเท้าที่ไม่เหมือนกับหมีหรือสัตว์ชนิดอื่นใดเลย นอกจากสัตว์ในอันดับไพรเมทอันเป็นอันดับเดียวกับ มนุษย์ และลิงไม่มีหาง แต่มีสิ่งที่แปลกออกไปคือ นิ้วเท้านิ้วที่ 2 มีขนาดใหญ่ และมีกระดูกอุ้งเท้าที่สั้นผิดปกติ ดูคล้ายกับเท้าของลิงยุคก่อนประวัติศาสตร์ขนาดใหญ่ชนิดหนึ่ง ที่ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gigantopithecus จึงทำให้เชื่อได้ว่า เยติอาจเป็นลิงชนิดนี้ที่เคยเชื่อว่าสูญพันธุ์ไปแล้วก็เป็นได้ นอกจากนี้แล้วยังได้ข้อสรุปว่า เยติเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีโครงสร้างของร่างกายใหญ่และหนาทึบ และเดินด้วยสองขาหลังเหมือนมนุษย์

              ในปี ค.ศ. 1960 เซอร์เอดมันด์ ฮิลลารี ผู้พิชิตยอดเขาเอเวอเรสต์ได้เป็นคนแรกของโลก ได้กลับมายังเทือกเขาหิมาลัยอีกครั้ง พร้อมด้วยอุปกรณ์และลูกหาบมากมายเพื่อค้นหาเยติ แต่ทว่ากว่า 10 เดือนที่เขาต้องทนหนาวอยู่ที่นี่ ฮิลาลารีไม่ได้พบเจอเยติเลย เขาหัวเสียมากและประกาศลั่นว่า เยติไม่มีอยู่จริง 
            ในต้นเดือนตุลาคม ค.ศ. 2011 นักวิทยาศาสตร์จากหลายชาติ เช่น สหรัฐอเมริกา, รัสเซีย, เอสโตเนีย, สวีเดน, จีน และมองโกเลีย ได้รวมตัวกันเพื่อประชุมและตามล่าเยติที่ภูมิภาคเคเมโรโว ในแคว้นไซบีเรีย ของประเทศรัสเซีย และสถานที่ใกล้เคียง เช่น เทือกเขาอัลไต เพราะมีรายงานการพบเห็นเยติในแถบนี้มากถึง 3 เท่าจากเมื่อ 20 ปีก่อน โดยพบรอยเท้าขนาด 35 เซนติเมตร หรือสิ่งก่อสร้างที่คล้ายกระท่อมอย่างง่าย ๆ จากกิ่งไม้ก็ถูกพบ ทำให้คาดว่ามีเยติในภูมิภาคนี้มากถึง 70-80 ตัว และนับเป็นการล่าเยติอย่างจริงจังที่สุดนับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1958 ที่สถาบันวิทยาศาสตร์ของสหภาพโซเวียต ลงทีมไปสำรวจในพื้นที่ทางตะวันตกของไซบีเรีย เพื่อตามจับเยติ
............................