....

One Piece วันพีช กาลูการา Calgara ★ カルガラ

WANTED Calgara-Karugara 
ฉายา ตำนานนักรบปีศาจแห่งแชนเดียร์(Demon Warrior)
ค่าหัววันพีช ประมาณ 120 ล้านเบรี
  อายุ  ตำนานเมื่อ 400 ปีก่อน  
ส่วนสูง  210 cm
ปราการ เกาะจายา(Jaya)  
ตำแหน่ง หัวหน้านักรบเผ่าแชนเดียร์(Shandians)
ผลปีศาจ .............
อาวุธ หอก(spear) 
ลูกหลาน เพื่อน  ผู้สืบสายเลือดไวเปอร์แห่งแชนเดียร์(Wiper)
  - สหายรักเพียงหนึ่งเดียว  มองบลังโนแลนด์
เผ่าพันธุ์  มนุษย์โบราณ(คร้ายชาวสกายเปีย)
 
 "ฉันจะเคาะระฆังให้นายรู้ว่าฉันอยู่ที่นี่... 
บนฟ้าแห่งนี้...!!!..แล้วสักวันเราจะได้พบกันอีก"
คำพูดสุดท้ายก่อนตาย กาลูการา
  
                กาลู การา (Karugara) เป็นนักรบผู้ยิ่งใหญ่แห่งแชนโดราหรือแชนเดียร์มีลักษณะเด่นที่ได้มาจาก บรรพบุรุษคือปีกขนาดเล็กสีขาวที่ด้านหลังและมีทรงผมที่มีเอกลักษณ์มีลักษณะ คร้ายเปลวเพลิงที่ลุกโชตช่วอยู่ตลอดเวลาซึ่งหากอยู่ระหว่างการต่อสู้ทรงผม ของเค้าจะยิ่งช่วยเพิ่มความน่าเกรงขามได้มากทีเดียว เค้ามีลอยสักอยู่ที่ไหล่ทั้งสองข้างสวมใส่เสื้อผ้าคร้ายชาวอินเดียนอเมริกัน ประกอบด้วยกางเกง(Laced)และกระโปรงที่ทำจากหญ้า ไม่สวมเสื้อ นิสัยของเค้านั้นเป็นคนอารมณ์ร้อน มักทำก่อนที่จะคิดเสมอ ซ่อนเร้นตัวตนและรู้เพียงแต่ว่าตนมีหน้าที่ๆจะปกป้องทุกคนในเผ่าจากคนภายนอก
..............................
http://pirateonepiece.blogspot.com/2010/04/wanted-wiper.html【】 เปิดตำนานนครที่ลึกลับที่เล่าขานเกี่ยวกัับขุมทองในตำนาน นครแห่งทองคำเอลโดราโด้ (EL DORADO) 【】

 


ตำนานนักรบปีศาจ กาลู การา - Karugara
" ฉันภูมิใจกับทุกบาดแผลที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้..........
เพราะแต่ละบาดแผลคือบทเรียนที่ทำให้รู้ว่า
ฉันยังมีชีวิตอยู่และได้ปกป้องใครบางคน"

 ★บันทึกนักรบ แห่งแชนเดียร์ กาลูการา★

                 วันหนึ่งเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ คนกว่าครึ่งหมู่บ้านติดโรคนี้ และกำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีทางรักษาให้หายได้ เทพผู้คุ้มกฏก่อนตายได้บอกให้ บูชายัญหญิงสาวที่สวยที่สุดในหมู่บ้านเพื่อขอ ขมาต่อเทพโดยผ่านทางเทพ คาชิ แล้วจะทรงประทานพรให้หายจากโรคร้าย ซึ้งผู้หญิงคนนั้นก็คือ มูส ลูกสาวของกาลูการานั้นเอง ในขณะที่ มูสกำลังจะถูก บูชายัญ มองบลัง โนแลนด์ ก็ปรากฏตัวขึ้นและสังหารเทพ คาชิ ทำให้กาลู การาและคนในเผ่าโมโหเป็นอันมาก จึงเกิดการต่อสู้ซึ้งฝีมือทั้งคู่สูสีกันอย่างมาก  
                โดยโนแลนขอเวลา 1วัน ในการหายามารักษา คนในหมู่บ้าน ก่อนถึงเส้นตายที่กำหนดไว้ กาลูการาพบ โนแลนที่ติดอยู่ในซอกหินจึงรู้สะใจในความยะโสจึงถูกเทพลงโทษ โนแลนพยายามอธิบายถึงความร้ายกาจของโรค คิเนซึ ไม่นานนักลูกของเทพ คาชิ ก็ปรากฏขึ้นและกำลังเข้าทำร้ายโนแลนด์ เป็นช่วงเวลาสำคัญที่จะเลือก ที่จะเชื่อหรือปล่อยผ่านไป แต่เค้าเลือกที่จะช่วยโนแลน และฆ่าลูกของเทพ คาชิ ไม่นานโนแลนก็รักษาทุกคนหาย ทั้งคู่จึงสาบานว่าจะเป็นเพื่อนรักกันตลอดไป 

เมืองทองคำ แชนเดียร์ - ShanDian
                    หลังจากที่โนแลนด์จากไปครึ่งหนึ่งของเกาะ จายารวมถึงเมืองทองคำในตำนานถูก ครื่นน็อกอัพสตรีม(Knock Up Steam)  ส่ง ขึ้นไปอยู่บนฟ้า ณ.ดินแดนแห่งทะเลสีขาว นครสกายเปียที่แห่งนี้เป็นดินแดนบนท้องฟ้าที่ไม่มีผืนดินมีเพียงก้อนเมฆทำ ให้สิ่งลำ้ค่าที่สุดคือ ดินที่มีแร่ธาตุหรือที่เรียกกันว่าวาซทำให้ทหารของสกายเปียเข้าแย่งชิง นครแชนโดร่าในทันที.....การต่อสู้เพื่อปกป้องแผ่นดินบ้านเกิดและปกป้องคำ มั่นสันญาจึงได้เริ่มขึ้นและสืบทอดยาวนานถึง 400 ปี
...........................

【】 นอกเรื่องวันพีชความรู้รอบตัว 【】  
             เปิดตำนานเอลโดราโด้ นครแห่งทองคำในตำนานที่มีอยู่จริงหรือเป็นเพียงเรื่องเล่าขาน

                 เอลโดราโด้ El Dorado ไม่ เพียงแต่เป็นขุมความลับอันยิ่งใหญ่แต่ยังเป็นขุมทองอันมหาศาลที่ยั่ว น้ำลายนักแสวงโชคมาเนิ่นนาน แม้ว่าโลกเราในปัจจุบันจะเจริญรุดหน้าชนิดที่เดินทางค้นหาดินแดนใหม่ใน จักรวาลเป็นว่าเล่น แต่ก็น่าแปลกที่วิวัฒนาการดังกล่าวไม่ได้มีส่วนช่วยในการค้นหาดินแดนในตำนาน ที่ว่านี้เลย  ก่อนอื่นก็ต้องเปิดฉากเล่ากันถึงตำนานของเอลโดราโด้กันก่อน บุคคลที่จะเรียกได้ว่าเป็นปฐมบุคคลที่ตามหานครแห่งตำนานที่ว่านี้และเป็น ผู้เรียกนครลับแลนี้ว่า El Dorado คือ เซบาสเตียน เดอ เบลาลกาซาร์ บุรุษผู้สามารถพิชิตชนอินคาแห่งอเมริกาใต้ แล้วก่อตั้งเมือง ควิโต้ที่ปัจจุบันเป็นเมืองหลวงของประเทศเอกวาดอร์นั่นแหล่ะ 

เมืองทองคำ เอลโดราโด้ - El Dorado
                  เบลาลกาซาร์ ได้รับการบอกกล่าวเรื่องราวเกี่ยวกับนครทองคำนี้จากอินเดียนแดงชราผู้เป็น ปรมาจารย์ทางความรู้ในศาสตร์เก่าแก่ แกเล่าถึงนครที่ตั้งอยู่ ณ ดินแดนแห่งหุบเขาและป่าลึกอันไกลโพ้นนครแห่งราชะนิรนามผู้สถิตอยู่เหนือ บัลลังก์ทอง ทั่วทั้งนครดารดาษไปด้วยทองคำและเพชรนิลจินดาอย่างมหาศาล มรกตขนาดเล็กที่สุดเท่าไข่ไก่เกลื่อนกลาดอยู่ตามท้องธารโดยมิมีผู้ใดจะสนใจ ด้วยว่าเห็นกันจนชินตาและ ทุกถ้วนขวบปีราชาแห่งนครทองจะเสด็จไปยังริมท้องธารใหญ่เพื่อประกอบพิธีบัด พลีกรรมเพื่อ บูชาสุริยเทพพระองค์จักประดับเครื่องถนิมพิมพาภรณ์อันล้วนไปด้วยเครื่องทอง แลเพชรนิลจินดาเมื่อถึงชายฝั่งพระองค์จะเปลื้องเครื่องวราภรณ์ออกจนหมดสิ้น ชุบชโลมกายด้วยฝุ่นทองจนเอิบอาบทั่วทั้งองค์ แล้วจึงเสด็จประทับในแพทอง แล่นออกสู่ใจกลางท้องนทีแต่ลำพัง เมื่อถึงใจกลางท้องธารนั้น พระองค์จะทำพิธีบูชาสุริยเทพ แล้วโยนเครื่องใช้ในพิธีกรรมอันล้วนไปด้วยทองคำทั้งสิ้นลงสู่ก้นธารใหญ่นั่น (บรรยาย อย่างกับอพยพมาจากเอลโดราโด้แน่ะ ตาอินเดียนแดงคนนี้)  
                เรื่องราวที่ฟังดูเหมือนกับนิทานหลอกเด็กนี้คงไม่ทำให้เบลาลกาซาร์สนใจจนถึง ขนาด ออกตามหาเอลโดราโด้หรอก แต่เบลาลกาซาร์ เอาเรื่องในตำนานมาผนวกกับข้อเท็จจริงบางประการที่เกิดขึ้นก่อนที่เขาจะ พิชิตควิโต้ได้มาประมวลผลพร้อมการยืนยันจากอินเดียนแดงเจ้าถิ่นแถวเอกวาดอร์ ทำให้เบลาลกาซาร์ออกตามหาเอลโดราโด้ทันที 

            "ข้อ เท็จจริงที่ทำให้เบลาลกาซาร์คิดว่าเอลโดราโด้มีอยู่จริง คือ ช่วงปี ค.ศ.1530  ตอนที่ ฟรังซิสโก้ ปิซาร์โร นำทหารเพียง 180 นายบุกยึดอาณาจักรอินคาแห่งเปรู และจับองค์จักรพรรดิอตาฮวลปาเป็นตัวประกัน ปิซาร์โรเรียกค่าไถ่จากชาวอินคาเป็นทองคำและเพชรพลอยจำนวนมหาศาล คือให้เอามากองให้เต็มห้องขังนั่นแหล่ะ จึงจะยอมปล่อยอตาฮวลปาไป"   

          อ้อ!ทำความเข้าใจกันนิดปิซาร์โรและกองกำลัง180 นายนั่นไม่ใช่กองทหารที่เก่งกล้าสามารถขนาดถล่มชาวอินคาทั้งเมืองได้หรอก ที่สามารถพิชิตอินคาได้เพราะหน้าตาต่างหาก เพราะชาวอินคามีตำนานกล่าวถึงเทพเจ้าที่มาจากดวงดาวไกลโพ้นของตนว่า เป็นบุรุษผิวขาวมีเคราดำซึ่งบังเอิญไปตรงกับลักษณะของชาวสเปนทุกประการอตา ฮวลปาเข้าพระทัยว่าปิซาร์โรคือเทพเจ้าต่างดาวเสด็จมาลงโทษ จึงยอมให้จับกุมโดยไม่คิดขัดขืน   
                   กลับมาที่เรื่องค่าไถ่มหาศาลที่ปิซาร์โรเรียกร้องเหมือนคนบ้า แต่ผิดคาดชาวอินคากลับตอบตกลงโดยขอเวลาไปรวบรวมทองคำ ซึ่งปิซาร์โรก็ยอมให้เวลา 2 วัน เอาล่ะสิ!! เวลาเพียง 2 วัน รวบรวมทองคำทั้งอาณาจักรยังไม่รู้ว่าจะพอหรือเปล่า ชาวอินคาจึงรีบรุดไปยังดินแดนเร้นลับแห่งหนึ่งซึ่งตามตำนานของชนเผ่านี้ บอกว่าเต็มไปด้วยทองคำทั้งเมือง แล้วขนเอาทองคำใส่รถลากมาตามขุนเขาและป่าทึบด้วยความยากลำบาก  อนิจจา..หนทางอันทุรกันดารและห่างไกลทำให้ค่าไถ่จำนวนมหาศาลเดินทางมาไม่ทัน กำหนดผู้พิชิตชาวสเปนจึงปลงพระชนม์เชลยบรรดาศักดิ์เสีย เพราะคิดว่าชาวอินคาคงเบี้ยวแน่ ๆ แล้ว พอชาวอินคารู้ว่าจักรพรรดิของตนถูกสังหารเสียแล้วจึงนำทองคำค่าไถ่ไปซุกซ่อน ในที่เร้นลับในป่าดงดิบนั่นเอง ชาวสเปนที่ทราบเรื่องในภายหลังก็พยายามจะค้นหาทองค่าไถ่นี้อย่างบ้าคลั่ง แต่ก็ไม่เคยพบ (คนที่คลั่งมากกว่าใคร คงเป็นปิซาร์โร ผู้ไม่เคยได้ยินสำนวนไทย ๆ ว่า ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม) ตำนานทองคำค่าไถ่ของชาวอินคาเป็นอันจบไปตรงนี้  กลับมาเข้าเรื่องของตำนานนครทองเอลโดราโด้กันต่อ เบลาลกาซาร์นำเอาข้อเท็จจริงมาผูกกับตำนานของชาวอินเดียนแดง แล้วก็สรุปว่า ดินแดนลึกลับที่ชาวอินคาไปขนทองมานั้น ต้องเป็นดินแดนเดียวกับที่อินเดียนแดงชราเล่าเป็นแน่แท้แม้ค่าไถ่จำนวน มหาศาลนั้นจะยั่วน้ำลายน่าค้นหาเพียงใด แต่ตามวิสัยบุรุษผู้มองการณ์ไกลเบลาลกาซาร์ยอมทิ้งเศษทองข้างทาง เพื่อค้นหาต้นตอของทองคำมหาศาล นั่นก็คือ นครในตำนาน เอลโดราโด้นั่นเอง    


        แต่เบลาลกาซาร์ยังไม่ทันได้ออกเดินทางไปค้นหาก็มีเรื่องอื่นมาขัดขวางเสีย ก่อน คณะนักล่าทองคำคณะอื่นจึงออกค้นหาแทน คือในปี ค.ศ.1536 กอนซะโลเจเมเนสจากโคลอมเบียบุกขึ้นทางเหนือในขณะที่เกวซาดาข้าราชการชาวสเปน นำทหารบุกลงใต้ และเกวซาดานี่เองไปได้หลักฐานเพิ่มเติมจากอินเดียนแดงเผ่าชิบช่า ที่มีฐานะความเป็นอยู่ร่ำรวยอย่างน่าพิศวงในวิหารใจกลางเมืองชิบช่ามีมัมมี่ ของกษัตริย์ที่สิ้นพระชนม์ไปแล้วนับสิบๆ องค์นอนเรียงรายอยู่ แล้วที่ไม่ธรรมดาคือ ทุกพระองค์ถูกประดับประดาด้วยเครื่องทองล้นหลามมากมาย ส่วนเทวรูปที่อยู่ในวิหารนั้นมีพระเนตรที่ฝังด้วยมรกตเม็ดเท่าไข่ไก่ทั้งสอง ข้าง  ชาวชิบช่าบอกกับเกวซาดาว่าทองและมรกตเหล่านี้พวกเขาได้มากจากการค้าขายกับชน เผ่าลึกลับที่อยู่ลึกเข้าไปใจกลางป่าดิบ ซึ่งชาวเมืองนั้นจะมีแต่ทองคำกับเพชรพลอยเท่านั้นที่มาแลกเปลี่ยน แต่สิ่งที่เกวซาดาค้นพบตามข้อมูลของชาวอินเดียนแดงชิบช่า ก็มีแค่ทะเลสาบกัวตาวิตา ที่เป็นทะเลสาบในตำนานที่องค์ราชาแห่งนครทองเสด็จมาทำพิธีบูชาสุริยเทพเท่า นั้นไม่ได้เห็นแม้แต่เศษทอง หรือชาวเมืองลับแลแม้แต่น้อย  
ขอบคุณบทความจาก www.yuikiyui.spaces.live.com
..............................