....

Dressrosa วันพีช บาร์โตโลมีโอ Bartolomeo ★ ロメオバルト

WANTED Bartolomeo 
http://pirateonepiece.blogspot.com/2011/07/wanted-bartolomeo.htmlhttp://pirateonepiece.blogspot.com/search/label/Wanted%20Pir.Dressrosaฉายา มนุษย์กินคน (Bartolomeo the Cannibal)
- ซุปเปอร์โนว่าจอมบ้าคลั่ง 
ค่าหัววันพีช 150,000,000
อายุ 24 ปี
- เกิด 6 ตุลาคม
ส่วนสูง 220 Cm.(7ฟุต2นิ้ว)
ตำแหน่ง กัปตันกลุ่มโจรสลัดบัลท์ คลับ (Barto club) 
- 1 ใน4 ผู้ชนะการแข่งคอร์ริด้า โคลอสเซี่ยมสาย B
ผลปีศาจ บาริ บาริ(Bari Bari)พารามิเซีย
ผลบาเรีย :มีความสามารถในการสร้างบาเรียที่สามารถทนต่อทุกการโจมตีได้ 
อาวุธ  มีดสั้น(Dagger)
ลูกเรือ สมาชิกกลุ่มบัลท์คลับ ,มิชชันนารีแกมเบีย(Ganbia) 
นักสู้บล็อก.B เบรามี(Bellamy) ,อลิซาเบลโล่และดากามะ(Elizabello II / Dagama) ,มนุษย์เงือกแฮค(HacK) ,แท็งค์ ลาเพนโต(Tank Lepanto) ,อับดุลเลาะห์และเจ็ต(Abdullah & Jeet) ,เจาคุนโด บลูกิลลี่(Blue Gilly) ,ริกกี้(Ricky) 
เผ่าพันธุ์  มนุษย์

              ผู้ชนะเลิศการแข่งขันคอร์ริด้า โคลอสเซี่ยมสาย B บาร์โตโลมีโอ (Bartolomeo The Cannibal)เค้าเป็นชายหนุ่มที่มีรูปลักษณ์แปลกตาดูเหมือนสัตว์ป่า โดดเด่นที่เขี้ยวและฟันทีแหลมคม แต่งกายด้วยชุดพั้งเปิดอกแสดงให้เห็นสัญลักษณ์กลุ่มโจรสลัดของเค้าอย่างเด่นชัด สวมกางเกงลายตารางหมากรุก มีนิสัยส่วนตัวอันเป็นที่รังเกียจไปทั่วคือการดูถูกผู้อื่นเป็นกิจวัติประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น เด็ก ผู้หญิง หรือคนแก่ ก็ไม่เว้นทำให้ชื่อของเค้าโด่งดังอย่างรวดเร็ว

    -    ฉายามนุษย์กินคนของบาร์โตโลมิโอเป็นคำเหน็บแนมหมายความถึง การดูถูกและเย้ยหยัน
..................
http://pirateonepiece.blogspot.com/2011/07/wanted-bartolomeo.html【】 เปิดตำนานโจรสลัด บาโซโลมิว โรเบิร์ต ผู้ออกกฏโจรสลัด และยังเป็นโจรสลัดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก จนถูกขนานนามว่า หมีดำผู้เป็นอมตะ - The BlackBart  【】






                บาร์โตโลมิโอกัปตันกลุ่มบัลท์คลับ เป็นผู้มีพลังจากผลไม้ปีศาจ บาริ บาริ Bari Bari : Barrier Barrier ผลเกราะป้องกัน เป็น มนุษย์บาเรีย มีความสามารถในการสร้างสนามพลังที่มองไม่เห็นคร้ายกระจกแก้วใสที่ช่วยสะท้อนและป้องกันทุกการโจมตี และทุกสิ่งที่จะเข้ามาทำอันตรายผู้ใช้ โดยหลักพลังนี้เป็นการใช้มือทั้งสองข้างให้เป็นดั่งอาวุธโดยการใช้มันในการสร้างโล่บาเรียเพื่อใช้ในการป้องกันการโจมตีจากศัตรูซึ่งโล่จะมีความแข็งแกร่งมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับกำลังของตัวผู้ใช้เป็นหลัก นอกจากนี้ประโยชน์ของพลังโล่อาจใช้ในการสะท้อนทุกการโจมตีของศัตรูให้สะท้อนกลับไปยังจุดที่พลังพุ่งตรงมาซึ่งนั่นก็หมายความถึงยิ่งโจมตีมาแรงก็ยิ่งสะท้อนกลับไปแรงเช่นกัน
      จุดอ่อน : ยังคงไม่แน่นอนแต่อาจเป็นได้ว่าพลังนี้เกิดขึ้นจากการใช้มือทั้งสองข้างสร้างโล่พลังซึ่งโล่นี้อาจมีได้เพียงหนึ่งหรือจำเป็นต้องใช้มือทั้งสองข้างพยุงมันไว้

http://pirateonepiece.blogspot.com/search/label/Wanted%20Pir.Dressrosa
Bartolomeo the Cannibal
              บาร์โตโลมีโอผู้น่ารังเกียจ แม้ชื่อและตัวตนของเค้าจะดูไม่น่าคบสักเท่าไหร่แต่ตัวตนของเค้าเป็นคนหนักแน่น จริงใจมีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในตัว ฮีโร่ในดวงใจของเค้าซึ่งก็คือ โจรสลัดหมวกฟาง มังกี้ ดี.ลูฟี่ ว่านี่แหละคือราชาโจรสลัดคนต่อไปอย่างไม่ต้องสงสัย  จากเหตุการณ์ที่ครั้งหนึ่งเมื่อครั้งอดีตตอนที่เค้าอายุได้ 20 ปีในตอนนั้นเค้ายังไม่คิดจะเป็นโจรสลัดเป็นเพียงมาเฟียจ้าวถิ่นที่ทำเรื่องเลวๆไปวันๆ และมีชีวิตอยู่แต่ในล็อกค์ทาวมาวันหนึ่งเกิดเหตุปั่นป่วนไปทั่วมีโจรสลัดคนหนึ่งขึ้นไปบนแท่นประหารราชาโจรสลัด โกล โรเจอร์ และประกาศกร้าวว่า"ข้านี่แหละจะเป็นราชาโจรสลัดคนต่อไป" ในตอนนั้นทุกคนรวมทั้งเค้าต่างพากันหัวเราะกับคำพูดที่ได้ยิน แต่..!..ในตอนนั้นเองฟ้าดินกลับตอบรับคำพูดนี้ ทั้งฟ้าฝนกระหน่ำลงมาไม่หยุด กลบเสียงหัวเราะจนสิ้น จนกระทั่งโจรสลัดผู้นั้นจากไปฝนจึงสงบลงทำให้ บาร์โตโลมิวในตอนนั้นทั้งทึ่งและอึ้ง ภายในจิตใจของเค้ารู้สึกว่ามันช่างยิ่งใหญ่เสียเหลือเกินจะมามัวเสียเวลาอยู่ในเมืองเล็กๆนี้ทำมัย จึงได้รวบรวมข่าวสารและพรรคพวกออกเรือไปเป็นโจรสลัด โดยหวังว่าสักวันจะได้พบ  ฮีโร่ในดวงใจของเค้าในสักวันหนึ่ง
        ปรากฏตัวครั้งแรกโลกวันพีช ในการประลองศึก คอร์ริด้า โคลอสเซี่ยมสาย B โดยเค้าเข้าร่วมเพื่อจะช่วงชิง ผลปีศาจ เมระ เมระ ที่เคยเป็นของพี่ชายลูฟี่มาก่อนเพื่อหวังจะเข้าใกล้ฮีโร่ในดวงใจของเค้าให้มากที่สุด เมื่อเริ่มการแข่ง บาร์โตโลมิว ดูจะไม่ใส่ใจการแข่งมากนักและมองคู่แข่งคนว่า "กระจอกสิ้นดี" จนแทบไม่อยากเสียแรงจะสู้เลยด้วยซ้ำ เค้าจึงรออย่างเงียบๆเพื่อให้คู่แข่งฆ่ากันจนหมดเสียก่อนจึงจะเข้าไปจัดการผู้เหลืออยู่เป็นคนสุดท้าย ..ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปตามแผนทุกอย่างสุดท้ายก็เหลือ กษัตริย์ เอลิซาเบลโล่ ที่ยืนอ่อนแรงอยู่เพียงคนเดียว บาร์โตโลมิวจึงเข้าไปจัดการอย่างง่ายดาย และเป็นผู้ชนะคนสุดท้ายของสาย B ในที่สุด


ผู้เข้าแข่งคอริดอ โคลอสเซี่ยมสาย B (Corrida Colosseum)

http://pirateonepiece.blogspot.com/search/label/Wanted%20Pir.DressRohttp://pirateonepiece.blogspot.com/search/label/Wanted%20Pir.Dressrosahttp://pirateonepiece.blogspot.com/search/label/Wanted%20Pir.Dressrosa

http://pirateonepiece.blogspot.com/search/label/Wanted%20Pir.Dressrosahttp://pirateonepiece.blogspot.com/search/label/Wanted%20Pir.Dressrosahttp://pirateonepiece.blogspot.com/search/label/Wanted%20Pir.Dressrosahttp://pirateonepiece.blogspot.com/search/label/Wanted%20Pir.DressRo

http://pirateonepiece.blogspot.com/search/label/Wanted%20Pir.DressRohttp://pirateonepiece.blogspot.com/search/label/Wanted%20Pir.DressRohttp://pirateonepiece.blogspot.com/search/label/Wanted%20Pir.DressRohttp://pirateonepiece.blogspot.com/search/label/Wanted%20Pir.DressRo


................................

【】 อกเรื่องวันพีชความรู้รอบตัว【】
        เปิดตำนานโจรสลัด หมีดำ ผู้ถูกกล่างขานว่าเป็นตำนานปีศาจอมตะ บาโซโลมิว โรเบิร์ต (Bartholomew Roberts )

Joolly Roger Black Bart - ธงประจำตัวโรเบิร์ต
           บาโซโลมิว โรเบิร์ต “Black Bart” โจรสลัดที่มีวลีเด็ดที่ว่า "ถ้าไอ้เคราดำคือโจรสลัดที่โด่งที่สุดเค้าเองก็เป็นโจรสลัดที่อันตรายที่สุด" เขา ออกเดินเรือในแถบอเมริกาและอัฟริกาตะวันตกช่วงระหว่างปี 1719 ถึง 1722 เขาเป็นโจรสลัดที่ถือว่าประสบความสำเร็จสูงสุดในหมู่โจรสลัดในยุคนั้น เขาสามารถเข้ายึดเรือได้มากมายกว่า 470 ลำ ตัวเลขรางวัลที่ได้มากกว่าตัวเลขรางวัลของยอดโจรสลัดในยุคนั้นอย่าง Blackbeard, Edward Low, Jack Rackham และ Francis Spriggs รวมกันเสียอีก 
         เป็นที่รู้จักในอีกชื่อหนึ่งว่า หมีดำ - Black Bart เป็นโจรสลัดที่แต่ง กายดูสง่างามทุกครั้งที่ออกศึก สวมเสื้อกั๊กและกางเกงสีแดงเลือดนกดูผ่าเผย มีขนนกสีแดงปักอยู่บนหมวก สวมสร้อยคอทองคำประดับด้วยจี้เพชรรูปกางเขน ถือดาบหนึ่งเล่มในมือ คาดปืนพกสองกระบอกไว้ที่ไหล่  พวกลูกเรือต่างไว้ใจในตัว Roberts มากเพราะว่าตั้งแต่ที่อยู่ภายใต้บัญชาการของเขา พวกโจรสลัดก็ได้รางวัลมามากมาย นอกจากนี้พวกลูกเรือยังพากันลงความเห็นว่ากัปตันเรือของพวกเขาคือ “เกราะกันกระสุน” (Pistol proof) เนื่องจากเขาไม่เคยถูกข้าศึกยิงเลยแม้แต่นัดเดียว

บาโซโลมิว โรเบิร์ต Black Bart
       บาโซโลมิว โรเบิร์ต เกิดในปี 1682 ที่ประเทศเวลส์ ชื่อเดิมของเขาคือ John Roberts บิดาของเขาชื่อ George Roberts ไม่มีหลักฐานใดมายืนว่าเหตุใดเขาจึงเปลี่ยนชื่อจาก John มาเป็น Bartholomew แต่ว่าโจรสลัดส่วนใหญ่มักใช้ชื่อปลอมในการออกปฏิบัติการอยู่แล้ว อาจเป็นไปได้ว่าเขาอาจจะได้ชื่อนี้มาจากอดีตโจรสลัดในตำนานอย่าง Bartholomew Sharp ก็ได้ มีบางรายงานกล่าวว่าเขาอาจจะออกทะเลตั้งแต่อายุ 13 แต่หลังจากนั้นบันทึกที่เกี่ยวกับตัวเขาก็หายไป
        ในปี 1719 เขาได้รับหน้าที่ให้เป็นผู้ช่วยต้นหน อยู่บนเรือค้าทาสลำหนึ่งชื่อ Princess ต้นเดือนมิถุนายนเรือ Princess ในขณะเข้าเทียบท่าที่ Anomabu ซึ่งอยู่ในแถบฝั่งตะวันตกของอัฟริกา ได้ถูกกลุ่มโจรสลัดนำโดย กัปตันเดวิด เข้าบุกยึด ลูกเรือแทบทั้งหมดถูกบังคับให้เข้าร่วมเป็นโจรสลัดซึ่งรวมทั้งตัว Roberts เองด้วย ในตอนนั้น กัปตันเดวิด พบว่า Roberts มีความสามารถในการนำทางเขาจึงถูกชักชวนให้มาร่วมด้วย ในตอนแรก Roberts ยังลังเลที่จะเข้าร่วมการเป็นโจรสลัด แต่ภายหลังเขาก็ได้รู้ว่าการเป็นโจรสลัดจะได้รับผลประโยชน์มากมายเขาจึง ตัดสินใจเข้าร่วมการเป็นโจรสลัดด้วย


       หลังจากนั้นประมาณ2-3 สัปดาห์ กลุ่มของ กัปตันเดวิด(Cpt. Davis) เดินทางมาถึงเกาะ Principe ซึ่งเป็นเกาะในปกครองโปรตุเกส หลังจากนั้นสองสามวัน กัปตันเดวิด คิดแผนการที่จะจับผู้ว่าการเรียกค่าไถ่ แต่ก็ไม่ง่ายอย่างที่คิดแผนการลั่วซะก่อน ระหว่างที่ กัปตันเดวิด กำลังเดินทางไปยังที่พักของท่านผู้ว่าการเรือของเขาก็ถูกซุ่มโจมตี กัปตันเดวิด ถูกยิงเสียชีวิตในตอนนั้น   หลังการตายของ กัปตันเดวิด พวกลูกเรือตัดสินใจเลือก โรเบิร์ต เป็นกัปตันคนใหม่ ซึ่ง โรเบิร์ต เองก็ไม่ปฏิเสธ เพราะเค้าเองก็หวังอยู่แล้วว่าสักวันเขาจะขึ้นเป็นกัปตันเรือให้ได้  หลังจากขึ้นเป็นกัปตันเพื่อซื้อใจลูกเรือเขาสั่งให้โจมตีเมืองที่ กัปตันเดวิด ถูกสังหารเพื่อเป็นการล้างแค้นให้อดีตกัปตันของพวกเขา พวกโจรสลัดเข้าโจมตีเมืองในยามดึกสงัดสามารถปล้นสะดมมาได้มากมายก่อนจะออก เดินทางต่อไปยัง Brazil


       กัปตันโรเบิร์ต และ ลูกเรือแล่นเรือไปยังชายฝั่งอเมริกาใต้ จนพบกองเรือขนสมบัติของโปรตุเกสกำลังทอดสมอ เตรียมพร้อมจะออกเดินทางจาก All Saint’s Bay ทางตอนเหนือของ Brazil มีเรือ 42 ลำจอดเทียบท่าอยู่และมีเรือคุ้มกันอีกจำนวนหนึ่ง รวมทั้งเรือขนาดใหญ่ระดับ Man of War ที่มีปืนใหญ่กว่า 70 กระบอกอีก 2 ลำ Roberts แฝงตัวไปกับกลุ่มคาราวานของเรือเหล่านั้นเพื่อแอบขโมยเรือออกมาสักลำหนึ่ง โดยไม่ให้ใครรู้ เป้าหมายของเขาคือเรือที่มีมูลค่าสูงที่สุดที่ทอดสมออยู่ เขาก็พาลูกเรือเข้าไปโจมตีเรือลำนั้นทันทีโดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าเกิดอะไร ขึ้น Roberts ยึดเรือเป้าหมายได้สำเร็จและพาเรือหนีออกมา เรือคุ้มกันพยายามไล่ตามพวกโจรสลัดแต่ก็ไม่เป็นผล
       เรือของ โรเบิร์ต ล่องต่อมาทางเกาะปีศาจ (Devil’s Island) นอกชายฝั่งของ Guiana เพื่อที่จะหลบจากการถูกจับกุมสักพัก หลังจากนั้นจึงออกไปไล่ล่าเรือ Brigantine โดยให้ วอลเตอร์ เคเนดี(Walter Kennedy)เป็นผู้บัญชาการเรือแทนชั่วคราว การไล่ล่าเรือใช้เวลานานเกินไปซ้ำยังยึดเรือไม่ได้ เมื่อกลับมายังจุดนัดพบก็พบว่า เคเนดี ได้พาเรือหนีหายไปแล้วพร้อมกับสมบัติทั้งหมดที่ได้มา กัปตันโรเบิร์ต จึงร่างกฎขึ้นมาเพื่อป้องกันการหักหลัง ซึ่งพวกโจรสลัดต้องสาบานต่อไบเบิ้ลว่าจะไม่ผิดกฎ

  กฏบาทโจรสลัด( The Pirate Code of Captain Roberts)

 มาตราที่ 1 ทุกคนมีสิทธิ์ในการลงคะแนนเสียงที่เท่าเทียมกัน
 มาตราที่ 2 ทุกคนจะได้รับส่วนแบ่งที่เท่ากัน หากผู้ใดแอบขโมยเงินรางวัลที่ได้ ผู้นั้นจะต้องถูกลงโทษโดยให้ลงจากเรือทันที และหากมีการปล้นกันเองเกิดขึ้น คนที่ปล้นจะต้องถูกตัดจมูกหรือหู และจะถูกนำไปปล่อยไว้บนฝั่ง
 มาตราที่ 3 ห้ามเล่นการพนันทุกชนิดบนเรือ
 มาตราที่ 4 ต้องดับเทียนและตะเกียงในเวลาสองทุ่ม หากมีลูกเรือคนไหนอยากดื่มในเวลากลางคืนให้ออกไปนั่งดื่มได้บนดาดฟ้าเรือโดยไม่ต้องจุดตะเกียง
 มาตราที่ 5 ต้องเก็บรักษาและดูแลอาวุธ ดาบ และปืนพกให้สะอาดพร้อมใช้เสมอ
 มาตราที่ 6 ห้ามเด็กและสตรีอยู่บนเรือ หากชายใดแอบนำพาสตรีขึ้นเรือแม้ว่าจะปลอมตัวมาก็ตามชายผู้นั้นอาจถึงฆาต
 มาตราที่ 7 หากผู้ใดหนีทัพจะต้องถูกลงโทษโดยการถูกประหารชีวิตหรือถูกปล่อยเกาะ
 มาตราที่ 8 ห้ามมีการทะเลาะเบาะแว้งและต่อสู้กันบนเรือแต่สามารถทำได้เมื่ออยู่บนบก การต่อสู้กันหากคู่ต่อสู้ใช้ปืนก็ต้องใช้ปืนเหมือนกัน หากใช้ดาบก็ต้องใช้ดาบเหมือนกัน การต่อสู้กันต้องมีรองกัปตันเป็นผู้ควบคุมด้วยทุกครั้ง ผู้ใดก็ตามที่สามารถทำให้คู่ต่อสู้หลั่งเลือดได้ก่อนจะเป็นฝ่ายชนะ
 มาตราที่ 9 ผู้ใดได้รับบาดเจ็บจากการสู้รบหรือทำหน้าที่อยู่บนเรือจะได้รับเงินชดเชยตามความเหมาะสม
 มาตราที่ 10 กัปตันและรองกัปตันจะได้รับส่วนแบ่งเป็น 2 เท่า ส่วนสรั่งเรือและผู้คุมปืนใหญ่จะได้คนละ 1.5 เท่า เจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ จะได้รับคนละ 1.25 เท่า ส่วนลูกเรือที่เหลือจะได้คนละ 1 เท่า
 มาตราที่ 11 นักดนตรีจะต้องเล่นดนตรีเมื่อได้รับการร้องขอ

New Jolly Roger Roger
          ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 1720 กัปตันโรเบิร์ต ได้โจรสลัดสัญชาติฝรั่งเศสนามว่า Montigny la Palisse มาเข้าร่วมกับกองเรือของเขาด้วย โดยโจรสลัดฝรั่งเศสใช้ เรือใบเสาเดียว ที่มีชื่อว่า ซีคิงส์(Sea King) แต่แล้วไม่นานกองกำลังติดอาวุธจาก Barbados ก็ได้ออกประกาศจับโจรสลัดที่เดินเรือในแถบนั้น มีเรือของนักล่าหัวโจรสลัดจาก Barbados ออกปฏิบัติการถึง 2 ลำคือเรือ ซัมเมอร์เซท(Summerset) และ เรือฟิลิปาร์(Phillipa) เหล่าโจรสลัดปะทะกับเรือของนักล่าโจรสลัดอย่างหนักหน่วงเรือ ซีคิงส์(Sea King) หลบหนีจากสมรภูมิไปอย่างรวดเร็ว มีเพียงเรือ Fortune ของ Roberts ที่ต้องต่อสู้กับเรือของนักล่าโจรสลัดทั้งสองลำ เมื่อเห็นว่าไม่ได้การ Roberts จึงสั่งให้ถอยทัพ Roberts และลูกเรือพาเรือล่องไปยัง Dominica เพื่อซ่อมแซมเรือที่ได้รับความเสียหายจากการเข้าปะทะกับนักล่าโจรสลัดจาก Barbados  และทำการเปลี่ยนธงใหม่โดย ระบุชื่อผู้ว่าการของ Martiniqueและกองเรือบาบาโดส ไว้ด้านล่างเพื่อย้ำเตือนว่าต้องแก้แค้นให้ได้

         ในปี 1720 กัปตันโรเบิร์ต พาเรือ Fortune แล่นขึ้นเหนือไปยัง Newfoundland จู่โจมท่าเรือ Ferryland ยึดเรือสินค้ามาได้อีก 12 ลำ วันที่ 21 มิถุนายน เข้าจู่โจมที่ท่าเรือ Trepassey ซึ่งเป็นท่าเรือขนาดใหญ่ พวกโจรสลัดเพียงแค่ชูธงดำเท่านั้นพวกลูกเรือที่อยู่ที่ท่าเรือแห่งนั้นพากัน ทิ้งเรือของพวกเขาและหนีไปทันทีโดยไม่มีการต่อต้าน กัปตันโรเบิร์ต ยึดเรือมาได้อีก 22 ลำ แต่เขาไม่พอใจพวกกัปตันของเรือผู้ขี้ขลาดที่ทิ้งเรือของตัวเองแล้วหนีไปโดย ไม่ยอมต่อสู้ ทุก ๆ เช้าพวกกัปตันเหล่านั้นต้องถูกบังคับให้ไปขึ้นเรือของ กัปตันโรเบิร์ต หากกัปตันของเรือลำใดไม่ไปรายงานตัว เรือลำนั้นจะต้องถูกเผา มีเรือ Brigantine จาก Bristol ลำหนึ่งถูกถอดชิ้นส่วนเพื่อไปซ่อมเรือ Fortune และปรับให้เรือ Fortune มีปืนใหญ่เพิ่มขึ้นอีก 16 กระบอก
          ปลายเดือนมิถุนายน 1720 เหล่าโจรสลัดก็จากไป พวกเขาเผาเรือที่เทียบท่าอยู่ที่นั่นทิ้งทั้งหมด ในช่วงเดือนกรกฎาคม 1720 กัปตันโรเบิร์ต ยึดเรือสัญชาติฝรั่งเศสได้อีก 9 ลำ 1 ใน 9 ลำถูกถอดชิ้นส่วนเพื่อไปประกอบเพิ่มเติมให้กับเรือ Fortune โดยปรับให้เรือมีปืนใหญ่เป็น 26 กระบอกและเปลี่ยนชื่อเป็น Good Fortune ด้วยเรือทรงอานุภาพลำนี้ ทำให้พวกโจรสลัดสามารถปล้นเรือมาได้อีกจำนวนมากในเวลานั้น ก่อนที่จะล่องใต้ไปยัง west Indies และได้พบกับเรือของ Montigny la Palisse อีกครั้ง…


         เดือนกันยายน 1720 เรือ Good Fortune เข้าเทียบท่าเพื่อทำความสะอาดและซ่อมแซมที่เกาะ Carriacou ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเรือเป็น Royal Fortune หลังจากนั้นเหล่าโจรสลัดก็พาเรือไปยังเกาะ St. Christopher โดยชูธงดำโจรสลัดผ่านเข้าไปยัง Basse Terra สถานที่ต่อไปคือเกาะ St. Bartholomew ที่นั่นผู้ว่าการชาวฝรั่งเศสอนุญาตให้เหล่าโจรสลัดแวะพักเพื่อดื่มฉลองได้ เป็นเวลา 2 – 3 สัปดาห์  
        25 ตุลาคม 1720 พวกเขาเข้ายึดเรือสัญชาติฝรั่งเศสได้ 15 ลำ และยึดเรือสัญชาติอังกฤษเพิ่มได้อีกจำนวนหนึ่งในอีก 3 วันถัดมา หนึ่งในเรือที่พวกเขายึดได้มีเรือ Greyhound ซึ่งมีต้นเรือนามว่า James Skyrme ดูแลอยู่ ภายหลัง Skyrme ได้กลายมาเป็น กัปตันเรือ Ranger หลังจากนั้น กัปตันโรเบิร์ต พบผู้ว่าการของ Martinique โดยสารมากับเรือ Man of War เขาแสร้งนำเรือไปเทียบท่าใกล้ ๆ เรือของท่านผู้ว่าการ แล้วฉวยโอกาสนี้สั่งให้ลูกเรือระดมยิงปืนใหญ่ใส่เรือ Man of War อย่างหนักหน่วง แล้วจึงบุกขึ้นเรือ ไม่นานก็สามารถยึดเรือไว้ได้ ผู้ว่าถูกจับกุมได้และถูกสังหารด้วยการแขวนคอไว้ที่เสาขวางที่ใช้ ขึงใบเรือบนเรือ Royal Fortune
         ฤดูใบไม้ผลิ ปี 1721 การกระทำของ กัปตันโรเบิร์ต ในช่วงนั้นแทบจะทำให้การค้าทางทะเลในแถบ West Indies เป็นอัมพาต เรือ Royal Fortune และเรือ Good Fortune เดินเรือมาถึงที่อัฟริกาตะวันตก วันที่ 18 เมษายน 1721 Thomas Anstis ผู้บัญชาการเรือ Good Fortune จึงได้แยกทางกับ Roberts เขาแยกตัวออกไปในเวลากลางคืน
        มิถุนายน 1721 กัปตันโรเบิร์ต สั่งให้ทอดสมอที่เซียร์ร่า ลีโอน โดยไม่มีการต่อต้านใดๆทำให้ กัปตันโรเบิร์ต สามารถครอบครองพื้นที่นี้อยู่นาน หลังจากนั้นพวกเขาได้ยึด เรือ Onslow ก่อนที่เรือลำนั้นจะถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Royal Fortune หมายเลข 4   จนถึงตอนนี้ Roberts มีเรือที่อยู่ภายใต้บัญชาการของเขาถึง 4 ลำแต่ละลำเป็นเรือติดอาวุธทรงอานุภาพมาก
         มกราคม 1722 เขาแล่นเรือไปยังท่าเรือ Whydah ซึ่งเป็นท่าเรือที่มีการขนส่งและค้าขายทาสที่นั่น เขาได้พบกับเรือ Porcupine ซึ่งเป็นค้าทาสทอดสมออยู่ กัปตันโรเบิร์ต ยึดเรือลำนี้ไว้และเรียกค่าไถ่จาก Cpt. Fletcher แต่ Fletcher ปฏิเสธข้อเรียกร้องนั้น กัปตันโรเบิร์ต จึงสั่งให้เผาเรือ Porcupine ทิ้งโดยที่ยังไม่ได้ปล่อยทาสให้ออกมาจากเรือลำนั้นเลย พวกทาสถึงถูกเผาไปพร้อมกับเรือ
         5 กุมภาพันธ์ 1722 เรือหลวง HMS Swallow บัญชาการโดย กัปตันคาโลเนล โอเกิล ได้บังเอิญพบกับเรือโจรสลัดทั้งสามลำได้แก่เรือ Royal Fortune , Ranger และเรือ Little Ranger เทียบท่าอยู่ที่แหลม Lopez เรือ Swallow หันเรือออกไปเพื่อไม่ให้เรือไปปะทะกับหินโสโครก ทำให้พวกโจรสลัดเข้าใจผิดคิดว่าเรือลำนั้นเป็นเรือสินค้าที่กำลังจะหนี เรือ Ranger ซึ่งบัญชาการโดย James Skyrme จึงแยกตัวออกติดตามไป เมื่อเรือโจรสลัดอยู่ในระยะยิง เรือ Swallow จึงยิงกระสุนปืนใหญ่ทันที โจรสลัด 10 คนเสียชีวิตในขณะที่ Skyrme เสียขาไปข้างหนึ่งจากกระสุนปืนใหญ่แต่เขาก็ยังคงยืนยันจะสู้ต่อไป ในที่สุดเรือ Ranger ก็หมดสภาพไม่อาจสู้รบต่อไปได้ลูกเรือที่ยังมีชีวิตอยู่จึงถูกจับกุมทั้งหมด
           10 กุมภาพันธ์ 1722 เรือรบหลวงสเวลโล  กลับมาที่แหลม Lopez อีกครั้งและพบว่าเรือ Royal Fortune ยังคงเทียบท่าอยู่ที่นั่น ก่อนหน้านี้ กัปตันโรเบิร์ต เพิ่งจะได้พบกับเรือลำหนึ่งเรือลำนั้นชื่อ Neptune ลูกเรือของ กัปตันโรเบิร์ต ต่างพากันดื่มสังสรรค์กันจนเมามายไม่ได้สติ ในคราแรกพวกโจรสลัดคิดว่าเรือที่กำลังแล่นเข้ามานั้นเป็นเรือ Ranger ที่ส่งออกไป แต่ว่ามีอดีตทหารหนีทัพจากเรือ Swallow จำเรือได้เขาจึงไปเตือน กัปตันโรเบิร์ต ที่กำลังนั่งรับประทานอาหารเช้าอยู่กับ Cpt. Hill ผู้บัญชาการเรือ Neptune


         แผนของพวกโจรสลัดคือแล่นเรือผ่านไปทางด้านข้างใดข้างหนึ่งของเรือ Swallow แต่คนถือท้ายเรือทำพลาดทำให้พวกทหารเรือรู้ตัวเสียก่อนจนเกิดการปะทะกันนานกว่า 2 ชั่วโมง จนกระทั่งเสากระโดงของเรือ Royal Fortune หักโค่นลง เหล่าโจรสลัดจึงส่งสัญญาณขอยอมจำนน จอห์น ฟิลิป หนึ่งในลูกเรือ Royal Fortune  พยายามจะจุดไฟเผาเรือแต่ถูกทหารเรือสองนายขัดขวางได้ทัน ในสมรภูมินี้ผู้เสียชีวิตเพียง 3 คนเท่านั้น รวมทั้ง กัปตันโรเบิร์ต(Cpt. Roberts) ที่เสียชีวิตจากเศษกระสุนปืนใหญ่ที่กระเด็นมาปักเข้าที่คอ  ลูกเรือทั้งหมด 272 คนถูกจับกุมโดยราชนาวีอังกฤษ กัปตันคาโลเนล โอเกิล(Cpt. Chaloner Ogle) ได้รับการเลื่อนยศและได้รางวัลจากการเข้ายึดเรือของ Roberts เป็นจำนวนมากภายหลังได้รับการแต่งตั้งเป็นพลเรือเอก ขณะที่เขานั่งอยู่บน ดาดฟ้าเรือ ก่อนที่ร่างของ Roberts จะถูกทหารเรือยึดไป พวกลูกเรือต่างพากันช่วยทำให้คำสั่งเสียของ Roberts เป็นจริง เขาสั่งเอาไว้ว่าร่างของเขาต้องถูกฝังในทะเลเท่านั้น พวกลูกเรือจึงพากันนำร่างของ Roberts ผูกติดกับเรือสำรองขนาดเล็กและนำลงทะเลไป หลังจากนั้นก็ยังไม่มีใครพบร่างของ เขาอีกเลย
         การตายของ กัปตันโรเบิร์ต ทำให้โลกของโจรสลัดในขณะนั้นสั่นสะเทือนอย่างมาก ไม่เพียงแค่เหล่าโจรสลัดเท่านั้นที่ตกใจกับการจากไปของเขา ทัพราชนาวีอังกฤษเองก็ตกใจไม่แพ้กัน พวกพ่อค้าและประชาชนต่างคิดว่าเขาอยู่ยงคงกระพัน บางคนยกย่องเขาเป็นเยี่ยงวีรบุรุษด้วยซ้ำ นักประวัติศาสตร์หลาย ๆ คนเห็นพ้องต้องกันว่าการตายของ Roberts นับเป็นจุดสิ้นสุดยุคทองของโจรสลัด
...........................