....

One Piece Movie6 วันพีช บารอน โอมาสุริ Baron Omatsuri ★ オマツリ男爵

http://pirateonepiece.blogspot.com/2010/06/wanted-baron-omatsuri.html
ฉายา บารอน โอมัตสุริ(Baron Omatsuri)
- ศรแดง(Red Arrow)
ค่าหัววันพีช 18,500,000
อายุ ??? ปี
ส่วนสูง  196 cm
ปราการ เกาะโอมัตสุริ(Omatsuri Island)
ตำแหน่ง กัปตันกลุ่มโจรสลัด ศรแดง(Red Arrow)
- ราชาเกาะรีสอร์ท โอมัตสุริ(Resort Owner) 
ผลปีศาจ ---
อาวุธ  คันธนูกับลูกศรแดง(Red Arrow) - พายุลูกศร(Arrow Storms)
คู่หู  ลิลลี่ คาเนชั่น(Riri Canashon ) 
ลูกเรือ  มูชิโกโร่(Muchigoro)  ,ดีเจ กัปปะ(D.J Kappa) ,เคโระจิ(Kerojii) ,เคโระช็อต(Keroshot) ,เคโระเดตะ(Kerodeeta) ,เคโระโกะ(Keroko) 
เผ่าพันธุ์  มนุษย์
-  บอสใหญ่เดอะมูฟวี่ 6 - โจรสลัดซากศพมีชีวิต  (ฺBig Boss Movie 6) 
ปรากฏตัวใน   Onepiece The Movie 6: Baron Omatsuri and the Secret Island 
-  วันพีชเดอะมูฟวี่ 6 : ราชาบารอนโอมัตสึริกับเกาะรีสอร์ทแห่งความลับ  
-  ออกฉาย 5 มีนาคม 2005 

"ถ้าเจ้าเป็นโจรสลัด ในหมู่โจรสลัด ในหมู่โจรสลัด......ในหมู่โจรสลัด
จงพาพวกพ้องของเจ้ามาที่เกาะแห่งนี้ เกาะที่มีนามว่า......โอมัตสุริ"
คำเชิญชวนสู่ความตายจาก บารอนโอมัตสุริ

                  บารอน โอมัตสุริ(Baron Omatsuri) เป็นชายแก่อายุมากที่ดูแข็งแรงแต่มีแววตาที่ดูเย่อหยิ่ง โดดเด่นด้วยทรงผมสีดำ ยาวและฟูที่ดูเหมือนกับต้นมะพร้าว ไว้หนวดและเคราแหลม แต่งกายในแบบขุนนางมีทั้งเสื้อโค๊ตและผ้าพันคอ นิสัยของเค้าดูนั้นดูแล้วต่างจากโจรสลัดในยุคใหม่มากที่ต่างก็ทำทุกอย่างตามความฝันและมีความกระตือรือล้นที่จะพจญภัย แต่สำหรับ บารอนเค้ากลับไม่สนใจในทรัพย์สมบัติความต้องการเพียงอย่างเดียวของเค้าคือการอยู่ร่วมกันกับพวกพ้องและพจญภัยไปพร้อมกันสมบัติเพียงอย่างเดียวที่มีและจะสูญเสียไปไม่ได้นั่นคือพวกพ้องที่อยู่ร่วมกันเหมือนครอบครัวเดียวกัน


                      บารอน โอมาสุริ หรือที่รู้จักกันในหมู่โจรสลัดว่า บารอนแห่งกลุ่มโจรสลัศรแดง(Red Arrow)  เป็นบุรุษอีกคนที่หลงเหลือจากยุคสมัยเก่าที่บ้าครั่งเป็นยุคสมัยที่ปกครอง โดยราชาโจรสลัด โกล โรเจอร์   บารอนเองก็เป็นอีกคนที่หลงไหลในท้องทะเลเค้าจึงนำพรรคพวกจำนวนมากออกเรือไปพจญภัยในทะเลโดยหวังเพียงว่าจะ ได้ร่วมพจญภัยไปพร้อมๆกันไปตลอดโดยหารู้ไม่ว่า โลกของโจรสลัดในแกรนไลต์นั้นช่างโหดร้าย และต้องเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อเสี่ยงดวงเอาชีวิตรอดไปวันๆกับทั้งโจรสลัดกลุ่ม อื่นที่คิดช่วงชิงสมบัติและพวกพ้องไป และที่อันตรายยิ่งกว่านั่นคือสภาพอากาศที่โหดร้ายและรุนแรงอย่างที่สุดและ พร้อมที่จะทำให้โจรสลัดทุกคนกลายเป็นเพียงตำนานไปในพริบตา

บารอน โอมัตสุริ - Baron Omatsuri
"วันเวลาไม่เคยรอใคร และมันได้นำพาผู้คนมากมายให้ได้พบเจอ..

และพรากพวกเค้าออกไปจากชีวิตเรา....อย่างไม่ทันรู้ตัว
จงอย่าพลาดโอกาสแแม้เพียงน้อยนิดที่จะบอกพวกเขาว่า
 พวกเขามีความหมายต่อคุณมากแค่ไหน...."

                  ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้ว เรือของกลุ่มโจรสลัดศรแดง ได้เดินทางมาพบกับเรือของกลุ่มโจรสลัดโกล โรเจอร์ ที่ร้ายกาจซึ่งการพบกันในครั้งนั้น จากคำบอกเล่าของรองกัปตัน มูชิโกโร่ ที่ดูเหมือนว่าเค้าไม่เกรงกลัวต่อชื่อเสียงของ โกล โรเจอร์เลยและยังเชื่อด้วยว่ากัปตันบารอนของเค้าแข็งแกร่งกว่้า โกล โรเจอร์เสียอีก เป็นไปได้ว่าการพบกันในครั้งนั้นเกิดการปะทะกันเพียงเล็กน้อยด้วยปืนใหญ่ระยะไกลทำให้เรือของบารอนได้รับความเสียหายทำให้หลังจากนั้นไม่นานต้องปะทะกับพายุ ไซโคลนขนาดใหญ่ในแกรนไลต์ทำให้เรือทั้งลำล่มลงในพริบตา สมาชิกทุกคนเสียชีวิตในทันที 

ลิลลี่ คาเนชั่น  - Canashon Riri
                  แต่ก็ยังนับว่าเป็นโชคดีที่กัปตัน บารอนยังมีชีวิตอยู่และถูกพัดมาติดที่เกาะ โอมัตสุริ(Omatsuri Island) แต่เมื่อเค้ารู้สึกตัวสิ่งที่พบกลับน่ากลัวซะยิ่งกว่าพายุใหญ่เสียอีกนั้นคือการสูญเสียพวกพ้องที่เป็นเหมือนครอบครัวไปทั้งหมดในคราวเดียวความโศกเศร้าและความเครียดแค้นที่ไม่สามารถปกป้องพวกพ้องไว้ได้นำพาเค้าไปสู่จิตใจที่มืดมนพร้อมทำทุกอย่างให้ได้พวกพ้องทั้งหมดกลับคืนมา และด้วยจิตใจด้านมืดนี้เองได้ไปปลุกสิ่งมีชีวิตลึกลับแห่งแกรนไลต์ ลิลลี่ คาเนชั่น (Canashon Riri) ดอกไม้ปีศาจที่กลืนกินชีวิตคนอื่นเพื่อพื้นคืนอีกชีวิตที่เหมือนซากศพให้กลับฟื้นคืนมาอีกครั้ง แม้บารอนจะรู้ว่าสิ่งที่เค้าจะทำเป็นสิ่งที่ผิดในการหาชีวิตคนอื่นมาสังเวยให้ลิลลี่เพื่อแลกกับการได้คืนมาซึ่งพวกพ้องที่ตายไปแล้วนั้นจะเป็นเพียงภาพลวงตาที่ ลิลลี่ สร้างขึ้นแต่เค้าก็ยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้อยู่กับพวกพ้องของเค้าอีกครั้ง และเพื่อหลอกล่อเหล่าโจรสลัดมากมายในแกรนไลต์มาให้ลิลลี่กินเค้าจึงคิดที่จะสร้างสวนสวรรค์ รีสอร์ทแห่งการพักผ่อนขึ้นเพื่อดักจับนักเดินทางที่ผ่านทางมาโดยทุกคนที่เข้ามาล้วนต้องตกเป็นอาหารของลิลลี่ทั้งสิ้น แม้เวลาจะล่วงเลยมากว่า 20 ปีแล้วเกาะโอมัตสุริก็ยังคงอยู่มาจนกระทั่งกลุ่มโจรสลัดหมวกฟางของลูฟี่ผ่านทางมาและเดินทางมาที่เกาะแห่งนี้ตามคำเชิญชวนที่ลอยมาตามลมของ ตำนานเกาะบารอน โอมัตสุริ
....................................

【】นอกเรื่องความรู้รอบตัว【】
        เปิดตำนานต้นไม้ในตำนาน ต้นแมนดราโกร่าหรือแมนเดรค (Mandrake - Mandragora)

                     แมนดราโกร่าหรือแมนเดรค (Mandrake - Mandragora)   อันเป็นพืชที่มีอยู่จริงนั้น เป็นพืชในตระกูล Solanaceae (ตระกูลเดียวกับมะเขือม่วงและมันฝรั่ง) ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติตั้งแต่เขตทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมาจนถึงประเทศจีน ที่รู้จักกันในฐานะสมุนไพรนั้นประกอบด้วย 3 ชนิดอันได้แก่ officinarun L., M. autumnalis Spreng. และ M. caulescens Clarke เป็นพืชที่มีสารอัลคาลอยด์อยู่ในรากเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกับพืชอื่นๆใน ตระกูลเดียวกัน  * Mandrake ในอเมริกาและแคนาดา จะหมายถึง May Apple ซึ่งเป็นพืชคนละชนิดกันโดยสิ้นเชิง
                    แมนเดรกเปนพืชที่ปราศจากลำต้น มันมีรากใหญ่สีนำ้้้ตาล และมีใบสีเขียว สูงประมาณ 4 นิ้ว แมนเดรกออกดอกในช่วงมีนาคมถึงเมษายน มีผลในช่วงฤดูร้อน ดอกมีสีแตกต่างกันตั้งแต่ขาวขาวถึงเหลือง รูปทรงคล้ายถ้วย แมนเดรกเป็นพืชพื้นเมืองของหิมาลายาและเมดิเตอร์เรเนียนแมนเดรกมีพิษโทรเพนซึ่งเป็นอัลคาลอยด์ชนิดหนึ่ง อัลคาลอยด์เป็นส่วนหนึ่งของสารที่สังเคราะห์โดยพืชที่ป้องกันไม่ให้แมลงและสัตว์มากิน 

แมนดราโกร่า - Mandragora
               โดยมันจะไปยับยั้งการส่งกระแสในระบบประสาทและสมอง ลดอัตตราการเต้นของหัวใจ ลดแรงดันในกระบอกตา ขยายหลอดเลือด อัลคาลอยด์ทุกชนิดเป็นพิษและอาจทำให้ถึงตายได้หากได้รับในปริมาณมากๆ ในปริมาณน้อยๆก่อให้เกิดผล เช่น ความรู้สึกสงบ ความเคลิบเคลิ้ม และประสาทหลอน ตัวอย่างอัลคาลอยด์ เช่น โคเคน นิโคติน มอร์ฟีน และเมสคาไลน์ ในโลกสมัยโบรานใช้แมนเดรก   เพื่อให้นอนหลับและลดความเจ็บปวดจากโรคร้ายเช่นมะเร็ง  
                
                   บาง ตำราจะแบ่งแมนเดรคออกเป็นเพศชายและเพศหญิง โดยแมนเดรคซึ่งบานในฤดูใบไม้ผลิจะมีดอกสีขาวและเป็นเพศชาย ส่วนแมนเดรคที่บานในฤดูใบไม้ร่วงจะมีดอกสีดำและเป็นเพศหญิง ยิ่งเป็นแมนเดรคที่มีอายุมาก รากก็จะกลายเป็นสองแฉกและออกจากพื้นดินมาเดินเพ่นพ่านไปมาได้                 
                 แมนเดรคถูกกล่าวว่ามีคุณสมบัติมากมายหลายประการ ตั้งแต่เป็นยาพิษ ยาอายุวัฒนะ ยาชา ยาเสน่ห์ ยาหลอนประสาท และมีสรรพคุณสามารถรักษาโรคได้หลายอย่าง  วิธีการนำมาใช้คือต้องปอกเปลือกของหัวแมนเดรคออก จากนั้นก็ผูกเชือกแขวนไว้จนแห้ง หรือนำไปต้มกับไวน์ ยาที่สำเร็จออกมาจะสามารถใช้รักษาโรคนอนไม่หลับ ช่วยขับพิษ แก้ปวด หรือใช้ประกอบในการสะกดจิต  (ทั้งหมดนี้เป็นสรรพคุณในบันทึก ไม่รับรองว่าจริงแค่ไหน ที่แน่ๆ แมนเดรคมีพิษอยู่ด้วย อย่าทดลองเองโดยไม่มีความชำนาญค่ะ)
            แต่ที่ทำให้แมนเดรคมีชื่อเสียงที่สุดนั้นคงได้แก่วิธีการเก็บมันขึ้นมา จากพื้นดินนี่เอง เนื่องจากเชื่อกันว่าเมื่อถอนแมนเดรคขึ้นมาจากพื้น มันจะส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน และใครก็ตามที่ได้ยินเสียงนั้นก็จะขาดใจตาย โดยบันทึกแล้วมีอยู่ 3 วิธีในการถอนแมนเดรค 


           1. ให้คนอื่นมาถอนแทน
           2. ขุดหลุมรอบๆแมนเดรคแต่อย่าเพิ่งถอนออกมา แล้วเอาสุนัขมาผูกไว้ จากนั้นก็ถอยไปให้ได้ระยะไกลพอแล้วใช้เหยื่อล่อให้สุนัขวิ่งถอนแมนเดรคขึ้น มา สุนัขที่ได้ยินเสียงแมนเดรคก็จะตายแทนเรา (เป็นวิธีที่คงได้ยินกันบ่อยที่สุด ว่ากันว่าในกรณีนี้ จะมีการขายแมนเดรคทั้งๆที่ผูกติดกับศพสุนัขนั่นแหละค่ะ สงสัยจะใช้แทนใบรับรอง)  
           3. ใช้ดาบขีดวงกลมรอบแมนเดรค 3 ชั้น จากนั้นก็ถอนแมนเดรคขึ้นมาโดยมองไปทางทิศตะวันตก กล่าวกันว่าเป็นวิธีที่จะได้แมนเดรคมาในสภาพสมบูรณ์ที่สุด(ฟังคล้ายกับพิธี ของทางเซลติคหรือคาบาล่าเลย)     

  --  ความเชื่อเกี่ยวกับแมนเดรก --

           ตามตำนานมักจะกล่าวว่าแมนเดรคมีรากแยกเป็นสองแฉกดูเหมือนรูปร่างมนุษย์ ซึ่งมักมีการวาดรูปเป็นมนุษย์ที่มีรากงอกออกมาที่ปลายมือเท้า และมีดอกไม้งอกอยู่บนศีรษะ ซึ่งภาพดังกล่าวนี้ได้รับอิทธิพลจากศาสนายิวอันกล่าวว่า แมนเดรคเป็นต้นแบบที่พระเจ้าทำขึ้นก่อนการสร้างมนุษย์ นอกจากนี้ คริสเตียน โรเซนครอยส์ซึ่งเป็นผู้นำของRosenkreuzer (กลุ่มกางเขนกุหลาบในศตวรรษที่ 17) ยังได้กล่าวในบันทึกว่า มนุษย์นี่แหละคือแมนเดรคที่เกิดมาจากพื้นดิน                
              แมนเดรกเป็นพืชสมุนไพรที่ปรากฏในนิยายชื่อดัง ที่ทำให้มีผู้หลงผิดมากมาย แมนเดรกมีอยู่ในโลกจริงๆ โดยถูกเรียกว่า แมนดราโกรา ในขณะที่ทางอาหรับเรียกว่า แอปเปิ้ลของซาตาน พืชชนิดนี้เคยถูกห้ามมีไว้ในครอบครอง ในยุคป่าเถื่อนของยุโรปที่มีการล่าพ่อมดแม่มด มีคนถูกลงโทษถึงประหารเพียงพบว่ามีชิ้นส่วนพืชชนิดนี้อยู่ในครอบครอง แม้เพียงเล็กน้อยเท่านั้นครับ เพราะแมนเดรกถือเป็นพืชสมุนไพรเวทมนตร์ที่โด่งดังในยุคกลาง จึงเกี่ยวข้องกับมนตร์ดำซึ่ง ใช้ทำได้ทั้งยาเสน่ห์และยาเสพติด และเชื่อว่ามีผีสิงอยู่ในรากแมนเดรก ซึ่งหากถอนขึ้นมาผีที่สิงอยู่ในรากจะกรีดร้อง  - แมนดราโกรามาจากภาษากรีก แปลว่า อันตรายต่อปศุสัตว์ เชื่อกันว่าถ้าให้สตรีกินเข้าไปแล้วจะตั้งครรภ์                         
             คัมภีร์ไบเบิลจากหนังสือประฐมกาลกล่าวถึงต้นแมนเดรก(ไบเบิ่ลฉบับภาษาไทยแปลว่า"มะเขือดูดาอิม")  ว่านางราเชลขอต้นไม้นี้จากพี่สาวที่ชื่อ นางเลอาห์ เพราะราเชลไม่มีลูก ต่อมาภายหลังก็มีลูก และตำนานอื่นๆเล่าว่า  เป็นพืชที่มีความสัมพันธ์กับความเสเพล และความยั่วยวนของเทพีวีนัส การจะถอนรากเเมนเดรกต้องอาศัยสุนัขเท่านั้นในการดึงรากมันขึ้นมาเพราะกลัวว่าเมื่อที่พืชชนิดนี้ถูกถอนออกจากพื้นดินที่มันอยู่ก็จะส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนจนทำให้คนที่ถอนมันถึงแก่ความตาย


               นอกจากนี้ ในเยอรมันยังมีตำนานกล่าวถึงอัลราวเน่(Alraune) ซึ่งเป็นพืชในตระกูลเดียวกับแมนเดรคเช่นกัน กล่าวกันว่าอัลราวเน่จะงอกใกล้กับลานประหารที่มีการประหารหรือทรมานนักโทษ ที่ไม่ได้มีความผิดจริง วิธีการถอนอัลราวเน่ก็ใช้วิธีเดียวกับแมนเดรคนั่นเอง อัลราวเน่ที่ถอนขึ้นมาจะถูกนำไปล้างให้สะอาดด้วยไวน์แดง จากนั้นก็ห่อด้วยผ้าลายขาวแดงแล้วเก็บใส่กล่องไว้ ทุกๆวันศุกร์จะต้องนำมาล้างน้ำร้อนให้สะอาด และทุกๆคืนเดือนมืดจะต้องเปลี่ยนผ้าห่อผืนใหม่ เมื่อตั้งคำถาม อัลราวเน่ก็จะตอบคำทำนายในอนาคตหรือความลับต่างๆ และนำโชคลาภมาให้ผู้เป็นเจ้าของ แต่หากเรียกร้องมากจนเกินไป อัลราวเน่ก็จะเฉาตายไปได้  เมื่อเจ้าของตาย กรรมสิทธิ์จะตกเป็นของลูกชายคนเล็ก ซึ่งผู้สืบทอดจะต้องเอาชิ้นขนมปังกับเหรียญเงินใส่ลงในโลงของพ่อ และหากลูกคนเล็กเสียชีวิตไปก่อนที่พ่อจะตาย กรรมสิทธิ์ก็จะตกเป็นของลูกชายคนโต ซึ่งลูกชายคนโตก็ต้องนำชิ้นขนมปังกับเหรียญเงินใส่ในโลงของน้องเช่นกัน
 ...........................